(1) Ajanta Caves / (2) Ellora Caves / (3) Elephanta Caves / (4) The Group of Monuments at Mamallapuram


 

(1) Ajanta Caves / Maharashtra

28 เมษายน ค.ศ. 1819 จอห์น สมิธ นายทหารอังกฤษออกไปล่าเสือแก้เบื่อ แทนที่จะเจอเสือ กลับไปเจอถ้ำร้างซึ่งเป็นที่อาศัยของนก หนู และค้างคาว ชาวท้องถิ่นแวะเวียนมาพัก ก่อไฟ และสวดมนต์เป็นครั้งคราว

หลังจากสำรวจถ้ำ สวยแฮะ เค้าคิด แล้วก็ไม่วายมือบอน เขียนชื่อตัวเอง และวันที่ค้นพบคือ “James Smith : 28 April 1819” เหนือภาพสลักของพระโพธิสัตว์ด้วยความไม่รู้ ปัจจุบัน ถ้ำนั้น คือ ถ้ำหมายเลข 10 ในจำนวน 29 ถ้ำ (ปัจจุบันเปิดให้ชมเพียง 26 ถ้ำ) ของ “อจันต้า” หนึ่งในมรดกโลกของอินเดียในปัจจุบัน

…..

ถ้ำอจันต้า เป็นกลุ่มถ้ำราวๆ 29 ถ้ำที่ตัดเซาะเข้าไปในหินผา แกะสลักเรื่องราวทางพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 2 ยุค ยุคแรกเป็นภาพสลักหินซึ่งมีอายุราว 200 ปีก่อนคริสต์กาล และ ยุคหลังเป็นถ้ำที่มีภาพเขียนสี สร้างขึ้นในช่วงคริสตศักราชที่ 5-6 จัดเป็นมรดกโลกที่มีคุณค่าทางฝีมือและวัฒนธรรม

ถ้ำอจันต้า ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1983


 

(2) Ellora Caves / Maharashtra

ถ้ำเอลโลร่า จริงๆ ต้องเรียกว่า "เอลโลร่า คอมเพล็กซ์" เพราะที่นี่ไม่ใช่เพียงถ้ำ แต่เป็นทั้งถ้ำและวัดของศาสนา ฮินดู พุทธ และศาสนาเชน ก่อสร้างในช่วงคริสตศักราชที่ 600 - 1000
......
เอลโลร่า มีถ้ำและวัดรวมกันทั้งหมด 34 จุด เรียงกันยาวเป็นระยะทางราว 2 กิโลฯ บางส่วนเจาะเป็นถ้ำเข้าไปในหินเหมือนอจันตา บางส่วนเป็นการจาะและแกะสลักลงไปในใต้ภูเขา จนเหมือนวัดนั้นโผล่ขึ้นมาจากตีนภูเขาเลยทีเดียว ถ้าในแง่ของศิลปะ เอลโลร่าจะมีมิติหลากหลายกว่าอจันต้า แต่ในแง่ของฝีมือและความงาม สถานที่สองแห่งนี้กินกันไม่ขาด!

ถ้ำเอลโลร่า ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1983

ภาพประกอบโดย: www.wondermondo.com 

 

(3) Elephanta Caves / Maharashtra
“ถ้ำเอเลฟันต้า” (Elephanta Caves) คำว่า 'เอเลฟันต้า' เป็นภาษาโปรตุเกส แปลว่า "ช้าง" เนื่องจากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 โปรตุเกสเดินเรือมายึดครองแถบนี้ได้ แล้วมาเจอหินขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายช้างตั้งโดดเด่นอยู่บนเกาะ จึงเรียกว่า 'เกาะช้าง' ตั้งแต่นั้นมา

ถ้ำเอเลฟันต้า ประกอบด้วยถ้ำทั้งหมด 7 ถ้ำ คาดว่าสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากการรบ และเพื่อบูชาเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ถ้ำที่โดดเด่นที่สุด คือ “ถ้ำประธาน” (ถ้ำแรก) เป็นที่ประดิษฐาน “มเหศวรมูรติ” ภาพแกะสลักที่นูนสูงมากจนเกือบลอยตัว ได้แก่ ภาคผู้สร้าง (จันทรเศขรมูรติ) ภาคผู้ปกป้องรักษา (อุมาภควดี) และภาคผู้ทำลาย (ไภรวะมูรติ) ซึ่งเป็นคนละอย่างกับตรีมูรติที่เกิดจากการรวมกันของพระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์ นอกจากนี้ ยังมีภาพแกะสลักเทพปกรณัมในลัทธิไศวนิกายที่น่าสนใจปรากฏภายในถ้ำอีก เช่น ภาพพิธีสยุมพรพระศิวะและพระนางปารตี, ภาพพระศิวะปราบอันธกาสูร, ภาพพระศิวะในภาคที่ครึ่งหนึ่งเป็นบุรุษครึ่งหนึ่งเป็นสตรี เป็นต้น
ถ้ำเอเลฟันต้า ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี พ.ศ. 2530
(ข้อมูลจาก www.ch3thailand.com)


 

(4) The Group of Monuments at Mamallapuram / Tamil Madu

โบราณสถานแห่งมัลมาละปุรัม

ราชวังปัลลวะ เป็นราชวงศ์ยุคแรกๆ (ศวรรษที่ 7- 8) ที่มีบทบาทในถิ่นอินเดียใต้ หลักฐานความรุ่งเรืองของราชวงศ์ปัลลวะ มีให้เห็นที่เมืองมาละปุรัม (Mamallapuram) เมืองเล็กๆ ริมทะเลห่างจากเชนไนราวๆ 60 กิโลเมตร

โบราณสถานที่นี่เป็นการสลักโขดหินแกรนิตให้กลายเป็นศาสนสถาน มีเกือบ 40 แห่ง ที่ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกได้แก่ “ปราสาทหินห้าพี่น้องปาณฑพ” (Five Rathas) ที่ใช้ภูเขาแกรนิตทั้งเขาแกะสลักให้เป็นอาคารห้าหลังอย่างน่าทึ่ง, “เทวาลัยริมหาด” (Shore Temple) ที่แม้จะถูกลมกัดกร่อนรายละเอียดไปบ้างแล้วแต่ตัวอาคารยังมีเค้าโครงที่งดงาม, “มณฑปต่างๆ 11 แห่ง” (11 Mandapa) เป็นถ้ำที่ขุดคว้านเข้าไปในเทือกเขาแกรนิต มีแกะสลักเรื่องราวอวตารของพระวิษณุได้อย่างปราณีต และ “ภาพสลักอรชุนบำเพ็ญตบะ” Arjuna's Penance หรือ Descent of the Ganges ภาพสลักเรื่องราวของพระแม่คงคาเสด็จสู่โลก เป็นภาพสลักนูนสูงบนโขดหินกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังคงสภาพที่สมบูรณ์มาก งานแกะสลักที่นี่ยังถือได้ว่าเก่าแก่ และเป็นต้นแบบของเทวาลัย ในยุคหลังๆ ที่อินเดียใต้และเทวาลัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

โบราณสถานแห่งมัลมาละปุรัม ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1984


  • โบราณสถานแห่งมัลมาละปุรัม อยู่ในทริปนี้ คลิกเพื่อดูรายละเอียด
Visitors: 51,058